สหภาพยุโรป / กรอบความร่วมมือพหุภาคี
สหภาพยุโรป (The European Union - EU)
ข้อมูลทั่วไป
ภูมิหลัง / แนวคิดการจัดตั้ง

สหภาพยุโรปเป็นการรวมกลุ่มของประเทศในภูมิภาคยุโรปทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในลักษณะสถาบันแบบเหนือรัฐ (Supranational Institution) ที่ใหญ่ที่สุดและก้าวหน้าที่สุดในโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างสันติภาพเป็นการถาวรระหว่างประเทศในภูมิภาคยุโรปภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมไปถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ประเทศสมาชิกและการมีบทบาทนำของ EU ในประชาคมโลก

กระบวนการถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากประเทศสมาชิกไปสู่การเป็นองค์การเหนือรัฐของสหภาพยุโรปมีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป การรวมกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1950 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยประเทศยุโรปตะวันตก 6 ประเทศ ได้ร่วมกันจัดตั้งประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้ายุโรป (European Coal and Steel Community - ECSC) ขึ้น ซึ่งแม้เป้าหมายสูงสุดของการรวมกลุ่มจะมีขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางด้านการเมือง เช่น การมีสันติภาพถาวรระหว่างประเทศในภูมิภาคยุโรป แต่ประเทศได้เลือกใช้วิธีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็นตัวนำเพื่อคลายความระแวงสงสัยของประเทศต่าง ๆ ในเรื่องการสูญเสียอำนาจอธิปไตย การรวมกลุ่มดังกล่าวประสบผลสำเร็จด้วยดี ทำให้ต่อมาในปี ค.ศ. 1957 การรวมกลุ่มได้ขยายตัวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญากรุงโรม (Treaty of Rome) เพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community - EEC) เพื่อให้เป็นทั้งสหภาพศุลกากร (Customs Union) และตลาดร่วม (Common Market) กระบวนการรวมกลุ่มประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านเศรษฐกิจ

ในปี ค.ศ. 1990 ในช่วงหลังสงครามเย็น ฝรั่งเศสและเยอรมนีเสนอให้มีการจัดตั้งสหภาพการเมืองของยุโรปเพื่อให้มีการกำหนดนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคงร่วมกัน ซึ่งท้ายที่สุด นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญากรุงมาสตริคต์ (Treaty of Maastricht หรือ Treaty on the European Union) เพื่อจัดตั้งสหภาพยุโรป (European Union – EU) ขึ้นในปี ค.ศ.1992 รวมไปถึงการใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันด้วย ต่อมา ในปี ค.ศ.2007 ประเทศสมาชิก EU ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อตอบสนองกระบวนการบูรณาการภายใน EU ที่ก้าวหน้าขึ้นและบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของ EU ในประชาคมโลก จึงได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาลิสบอน (Lisbon Treaty) โดยประเทศสมาชิกให้ความเห็นชอบในการสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนให้แก่ความร่วมมือเหนือชาติ (supranational cooperation) ในเรื่อง (1) สหภาพศุลกากร (customs union) (2) การออกกฎระเบียบด้านการแข่งขัน (competition rules) (3) นโยบายด้านการเงิน (monetary policy) สำหรับรัฐสมาชิก EU ที่ใช้สกุลเงินยูโร (4) การอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพทางทะเล (marine biological resources) ภายใต้นโยบายร่วมด้านประมง และ (5) นโยบายการค้าร่วม (common commercial policy) ทั้งนี้ สนธิสัญญาลิสบอนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009

ปัจจุบัน EU มีรัฐสมาชิกจำนวน 28 ประเทศ มีระบบตลาดร่วม ระบบภาษีศุลกากรร่วม การใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันใน 17 ประเทศสมาชิก และมีศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

โครงสร้าง / สถาบันหลัก / กลไกการดำเนินงานและตัดสินใจ

โครงสร้างการทำงานของ EU ประกอบด้วย 4 สถาบันหลัก คือ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) คณะมนตรียุโรป (European Council) คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) และสภายุโรป (European Parliament) ซึ่งมีอำนาจและความสำคัญในการดำเนินงานของ EU ดังนี้

1. คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ประกอบด้วยคณะผู้บริหารสูงสุดเรียกว่า College of Commissioners จำนวน 28 คน และข้าราชการประจำจำนวนประมาณ 25,000 คน คณะผู้บริหารฯ ประกอบด้วยประธานคณะกรรมาธิการ 1 คน และกรรมาธิการอีก 27 คน (ตามจำนวนรัฐสมาชิก 28 ประเทศ ) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และได้รับการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป โดยความเห็นชอบของสภายุโรป (ซึ่งมีอำนาจลงมติไม่รับรองคณะผู้บริหารคณะกรรมาธิการยุโรปทั้งคณะ แต่ไม่มีอำนาจที่จะเลือกไม่รับรองกรรมาธิการเป็นรายบุคคล) คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นสถาบันหลักในด้านการบริหารของ EU ตั้งอยู่ ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม มีหน้าที่ในการเสนอร่างกฎระเบียบของ EU ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปและสภายุโรป(ในกรณีส่วนใหญ่) ก่อนที่รัฐสมาชิก EU และ/หรือสถาบันของ EU ที่เกี่ยวข้องจะนำไปปฏิบัติ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรปมีบทบาทสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ร่วมของ EU และทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ EU (Guardian of the Treaties) ของรัฐสมาชิก หากตรวจพบการละเมิดกฎระเบียบของ EU คณะกรรมาธิการยุโรปมีอำนาจที่จะฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (Court of Justice of the European Union) ปัจจุบัน นายฌอง-โคลด ยุงเคอร์ (Jean-Claude Juncker) อดีต นรม. ลักเซมเบิร์ก ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยุโรป

2. คณะมนตรียุโรป (European Council) เป็นเวทีการประชุมของประมุขแห่งรัฐ/ผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิก EU โดยมีการประชุมคณะมนตรียุโรปอย่างเป็นทางการปีละ 4 ครั้ง (และประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเข้าร่วมการประชุมด้วยทุกครั้ง) โดยผู้นำ EU จะร่วมกันตัดสินใจในประเด็นด้านนโยบายที่สำคัญต่อ EU และแม้ว่าผลการประชุมของคณะมนตรียุโรปจะไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการกำหนดทิศทางและนโยบาย ทั้งกิจการภายใน EU และนโยบายต่างประเทศของ EU และเป็นกรอบปฏิบัติให้กับสถาบันอื่นๆ ของ EU สนธิสัญญาลิสบอนได้ให้สถานะทางกฎหมายแก่คณะมนตรียุโรปและมีการสร้างตำแหน่งใหม่ คือ ประธานคณะมนตรียุโรป (President of the European Council) ซึ่งปัจจุบันนายโดนัลด์ ทุสก์ (Donald Tusk) อดีต นรม. โปแลนด์ ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2557 ทำหน้าที่ประธานในการประชุมคณะมนตรียุโรปและมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทน EU ด้านการต่างประเทศ

3. สภายุโรป (European Parliament) สมาชิกสภายุโรปอยู่ในวาระครั้งละ 5 ปี มาจากการเลือกตั้งโดยตรงในรัฐสมาชิก EU เดิมมีบทบาทด้านนิติบัญญัติจำกัดและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอร่างกฎระเบียบของ EU อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาลิสบอนได้เพิ่มอำนาจให้กับสภายุโรปในการพิจารณารับรองร่างกฎระเบียบของ EU เพิ่มขึ้นกว่า 50 สาขา ภายใต้ ‘co-decision procedure’ ทำให้สภายุโรปมีบทบาทเท่าเทียมกับคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปในการพิจารณารับรองกฎระเบียบของ EU ซึ่งครอบคลุมถึงความตกลงระหว่าง EU กับประเทศที่สาม อาทิ ความตกลงเขตการค้าเสรี และกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน(Partnership and Cooperation Agreement – PCA) ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับ EU ด้วย ปัจจุบัน นายมาร์ติน ชูลซ์ (Martin Schulz) สัญชาติเยอรมนีจากพรรค Progressive Alliance of Socialists and Democrats แนวคิดสังคมประชาธิปไตย (S&D) ดำรงตำแหน่งประธานสภายุโรป นอกจากนี้ สมาชิกสภายุโรปมีการรวมตัวเป็นกลุ่มที่ดูแลความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศต่าง ๆ โดยในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน มีนาย Werner Langen สัญชาติเยอรมัน สมาชิกสภายุโรป พรรค EPP/Christian Democrats เป็นประธาน

4. คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (The Council of the European Union) เป็นองค์กรตัดสินใจหลักของ EU โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐสมาชิก EU ทั้งหมด (ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ตามสาขาของนโยบายที่หารือ) จึงเป็นที่มาของคำเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “Council of Ministers” และมีหน้าที่พิจารณาร่างกฎระเบียบของ EU และอนุมัติงบประมาณ (ร่วมกับสภายุโรป) และเป็นเวทีสำคัญในการประสานงานด้านนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายร่วมด้านการต่างประเทศและความมั่นคง (CFSP) ตลอดจนกำกับดูแลการทำงานของคณะกรรมาธิการยุโรป และประสานงานเรื่องอื่นๆ ระหว่างประเทศสมาชิก EU ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกจะผลัดกันทำหน้าที่เป็นประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป วาระ 6 เดือน โดยจะทำหน้าที่ประธานในการประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิก EU ในสาขาต่างๆ ยกเว้นในด้านการต่างประเทศซึ่งสนธิสัญญาลิสบอนกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้แทนระดับสูงของ EU ด้านการต่างประเทศและนโยบายด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ สนธิสัญญาลิสบอนได้กำหนดให้มีตำแหน่งผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง (EU High Representative for Foreign Affairs and Security Policy (เทียบเท่า รมว.กต.) เพิ่มเติมด้วย โดยได้รับการแต่งตั้งโดยคณะมนตรียุโรป มีหน้าที่ดูแลเรื่องนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงที่มาจากการตัดสินใจร่วมกันของประเทศสมาชิก และเป็นประธานในการประชุม รมว.กต. ของประเทศสมาชิก EU (แทนระบบประเทศสมาชิกผลัดกันเป็นประธาน วาระละ ๖ เดือน) ทั้งนี้ ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศฯ จะดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปอีกตำแหน่งด้วย ปัจจุบัน นางเฟเดริกา โมเกรินี (Federica Mogherini) สัญชาติอิตาลี ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป

ไทยให้ความสำคัญกับสหภาพยุโรปในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรกว่า 500 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศปีละประมาณ 12,600 พันล้านยูโรและเป็นภูมิภาคที่มีอำนาจซื้อสูงที่สุดในโลก สหภาพยุโรปจึงเป็นยักษ์ใหญ่ในเวทีการค้าโลกที่มีอำนาจต่อรองสูงและมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นผู้นำด้านกฎระเบียบและนโยบายด้านการค้าและที่มิใช่การค้าที่สำคัญของโลก (Global Standards Setter) ในส่วนของไทยนั้น สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของไทย รองจากอาเซียน ญี่ปุ่น และจีน สินค้าส่งออกของไทยที่สำคัญ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อัญมณี ยางพารา รถยนต์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ไก่ และสินค้าประมง สินค้านำเข้าจาก EU ที่สำคัญได้แก่ เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เครื่องบิน อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ผลิตภัณฑ์จากเหล็ก และส่วนประกอบยานพาหนะ สถิติการลงทุนในปี ๒๕๕๗ ประเทศสมาชิก EU ลงทุนโดยตรงสุทธิในไทย 2,187 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นนักลงทุนสะสมอันดับที่ 2 รองจากญี่ปุ่น รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 32,615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปให้ความสำคัญต่อไทยในฐานะประเทศใกล้ชิดของสหภาพยุโรปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพยายามเพิ่มบทบาทของตนในภูมิภาคนี้มากขึ้นผ่านความร่วมมือในกรอบต่าง ๆ ของอาเซียน เช่น อาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU) และในกรอบ ARF (ASEAN Regional Forum)โดยที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญต่อการเป็นประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม และระบบการค้าเสรี ยุทธศาสตร์ไทยต่อสหภาพยุโรปจึงเน้นว่าไทยยึดมั่นในคุณค่าประชาธิปไตยรวมไปถึงการมีระบบการค้าเสรีเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป เพื่อให้สหภาพยุโรปมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทยและเพื่อให้เห็นไทยเป็นหุ้นส่วนหลักในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยในการขยายการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสหภาพยุโรป และเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ในประเทศไทย มีสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ตั้งอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร และไทยมีสำนักงาน ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ และคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ
*GDP (2556)* 13,080 พันล้านยูโร 46 เท่าของไทย (ไทย 301.5 พันล้านยูโร)
*GDP ต่อหัว (2556)* 25,798 ยูโร (ไทย 4,422 ยูโร)
*อัตราการว่างงาน (ไตรมาสที่ 2/58)* ร้อยละ 9.8 (ไทย ร้อยละ 0.9)
*GDP Growth (%) (2557)* ขยายตัวร้อยละ 1.2 (ไทยขยายตัวร้อยละ 0.9)
*อัตราเงินเฟ้อ (สิงหาคม 2558)* ร้อยละ -0.1 (ไทย ร้อยละ -1.2)
*ทรัพยากรสำคัญ* แร่เหล็ก ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม ถ่านหิน ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ยูเรเนียม ไม้
*สินค้าส่งออกที่สำคัญ* ยานยนต์ อากาศยาน เครื่องจักรกลและอุปกรณ์อุตสาหกรรมและไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
*ตลาดส่งออกที่สำคัญ* สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ จีน รัสเซีย ตุรกี (ไทย อันดับที่ 26 อันดับที่ 2 ของอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 0.9)
*สินค้านำเข้าที่สำคัญ* น้ำมันปิโตรเลียม/น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อุปกรณ์โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน
*ตลาดนำเข้าที่สำคัญ* จีน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ (ไทย อันดับที่ 23 อันดับที่ 4 ของอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 1.0)
ข้อมูลทางสถิติ
*การค้า (2557)* EU เป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของไทย (ร้อยละ 8.4 ของมูลค่าการค้า) รองจากอาเซียน ญี่ปุ่น และจีน มีมูลค่าการค้าประมาณ 43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 3.6) ไทยขาดดุล 378 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
*สินค้าส่งออกของไทย* คอมพิวเตอร์ อัญมณี ยางพารา รถยนต์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ไก่ สินค้าประมง
*สินค้านำเข้าจาก EU* เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เครื่องบิน อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ผลิตภัณฑ์จากเหล็ก ส่วนประกอบยานพาหนะ
*การลงทุน (๒๕๕๗)* ประเทศสมาชิก EU ลงทุนโดยตรงสุทธิในไทย 2,187 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นนักลงทุนสะสมอันดับที่ 2 รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 32,615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
*สำนักงานของ EU ในไทย* กรุงเทพฯ (สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย)
*สำนักงานของไทยใน EU* กรุงบรัสเซลส์ (สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์/คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป)